ประเภทของจิต

จิตเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ เมื่อประสาทตากระทบกับรูป(รูปารมณ์) ก็เกิดการเห็นโดย จักขุวิญญาณคือ จิตที่เกิดทางตา ทำหน้าที่เห็นรูป (จิตที่เกิดทางตา) โดยธรรมชาติของจิตจะเกิดขึ้นและดับไปอย่าง รวดเร็วทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อไปรับอารมณ์ในแต่ละทวาร จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นจะมีอายุสั้นมาก แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นจะตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ดับไปอีก จะมีจิตมากกว่า ๑ ดวงเกิดขึ้นซ้อนกันในขณะเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะจิตดวงใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากจิตดวงก่อนยังไม่ดับลงไป

แผนภาพแสดงการทำงานของจิต

ตลอดชีวิตในชาติหนึ่งๆ มีจิตที่เกิดขึ้นและดับไปจำนวนมากมายสุดที่จะนับได้ ซึ่งก็หมายความว่าในชาติหนึ่งๆนั้นเรามีการเกิดและตายนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน เพราะจิตเกิดขึ้น ๑ ครั้ง ก็เท่ากับเราเกิด ๑ ครั้ง จิตดับลง ๑ ครั้ง ก็เท่ากับเราตายลง ๑ ครั้ง ความตายชั่วขณะนี้ท่านเรียกว่า ขณิกมรณะการตายชั่วขณะจิต คือ การเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิตแต่ละขณะ แต่เพราะจิตเกิด-ดับสืบต่อกันรวดเร็วมากจึงปิดบังความจริงในเรื่องนี้ไว้ทำให้หลงผิดคิดว่าเป็นตัวเราเป็นของเราอยู่ตลอดเวลา ปัญญาที่เห็นประจักษ์แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเจริญ วิปัสสนากรรมฐานการปฏิบัติธรรมเพื่อเห็นแจ้งในนามรูปตามความเป็นจริง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิปัสสนา ตามแนว มหาสติปัฏฐาน ๔ฐานที่ตั้งแห่งสติอันยิ่งใหญ่ ๔ ประการ คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มหาสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งจะได้ศึกษาโดยละเอียดต่อไป

จิตมีสภาพรู้อารมณ์เป็นลักษณะ หรือเป็นธาตุรู้เท่านั้น ตามสภาวะแล้วจิตจะเกิดโดยลำพังไม่ได้จะต้องมี เจตสิกธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต และอาศัยวัตถุเดียวกับจิต (ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต) เกิดร่วมอยู่ด้วยเสมอ กล่าวคือเมื่อจิตเกิดเจตสิกก็เกิดร่วมด้วย เมื่อจิตดับเจตสิกก็ดับพร้อมกับจิตด้วย ประดุจความร้อนและแสงสว่างของไฟที่แยกออกจากกันไม่ได้ฉันนั้น เจตสิกธรรม คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย ดังนี้คือ

  • ฝ่ายอกุศล ได้แก่ โลภเจตสิกความอยากได้ในอารมณ์ โทสเจตสิกความประทุษร้ายในอารมณ์ โมหเจตสิกความหลงในอารมณ์ (ความโลภ ความโกรธ ความหลง)
  • ฝ่ายกุศล ได้แก่ อโลภเจตสิกความไม่อยากได้ในอารมณ์ อโทสเจตสิกความไม่ประทุษร้ายในอารมณ์ (เมตตา) อโมหะ
  • ฝ่ายกลางๆ ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล เช่น ผัสสะเจตสิก เป็ต้น

อาศัยความแตกต่างแห่งลักษณะของสภาวะจิตที่เกิดขึ้นโดยเจตสิกที่เป็นสภาพอันแตกต่างกันดังกล่าว ท่านจึงได้จำแนกลักษณะของจิตออกเป็น ๕๔ ดวง (โดยย่อ) หรือ ๘๙ (๑๒๑) ดวง (โดยพิสดาร) ดังแสดงในภาพจิต เหตุที่จำแนกจำนวนไว้ไม่เท่ากัน ก็เนื่องจากมรรคจิตและผลจิต ซึ่งโดยย่อจะนับแค่ มรรค ๔ ผล ๔ ส่วนโดยพิสดารนั้น จะนับในระดับของฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญฺจมฌาน จะเอาระดับของฌานทั้ง ๕ ที่เกิดร่วมกันกับจิตทั้ง ๔ มาพิจารณาด้วย จึงทำให้มรรคจิตเพิ่มจาก ๔ ดวง เป็น ๒๐ ดวง ส่วนผลจิตก็จะเพิ่มจาก ๔ ดวง เป็น ๒๐ ดวง ในทำนองเดียวกัน

โดยเหตุที่เจตสิกธรรมเข้าไปร่วมประกอบปรุงแต่งจิต แล้วทำให้จิตมีลักษณะที่แตกต่างกันไป ท่านจึงได้จำแนกลักษณะของจิตออกเป็น ๔ ประเภทใหญ่ คือ

๑. กามาวจรจิต
๒. รูปาวจรจิต
๓. อรูปาวจรจิต
๔. โลกุตตรจิต

จะได้กล่าวถึงลักษณะของจิตแต่ละประเภทในบทต่อๆ ไป

Scroll to Top