รูปปวัตติกมนัย เป็นการแสดงการเกิด – ดับของรูป ๒๘ ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งธรรมดาของรูปนามขันธ์ ๕ ย่อมมีความไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับบัญชาให้คงสภาพเดิมอยู่ได้ คือ ต้องตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ ดังนั้นรูปร่างกายของคน สัตว์ ย่อมจะต้องมีการเกิด-ดับ ในหมวดนี้ท่านจึงแสดงความเกิดดับของรูปไว้ ๓ นัย คือ
- ๑. ตามนัยแห่งภูมิ แสดงการเกิด-ดับของรูป ที่เกิดขึ้นในภพภูมิต่างๆ
- ๒. ตามนัยแห่งกาล แสดงการเกิด-ดับของรูปที่เกิดขึ้นในกาลต่างๆ
- ๓. ตามนัยแห่งกำเนิด การเกิด-ดับของรูปตามประเภทแห่งการเกิด
รูป ๒๘ มี ดิน น้ำ ไฟ ลม จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ เป็นต้นนั้น ในแต่ละภูมิก็มีรูปเกิดได้จำนวนไม่เท่ากัน ต่อไปจะศึกษาเรื่องภูมิใดจะมีรูปเกิดได้เท่าไร อะไรบ้าง และรูปเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ภูมิอันเป็นที่เกิดของสัตว์ทั้งหลายมีทั้งหมด ๓๑ ภูมิ แบ่งเป็น
- ๑. กามภูมิ มี ๑๑ ภูมิ กามภูมิเป็นภูมิที่เกิดของสัตว์ทั้งหลาย คือ มนุษย์ เทวดา สัตว์ ดิรัจฉาน ตลอดจนสัตว์นรก มีรูปทั้ง ๒๘ เกิดได้ แต่ถ้าเกิดเป็นหญิงก็เว้นปุริสภาวะรูป ถ้าเกิดเป็นชายก็เว้นอิตถีภาวะรูป ส่วนในคนที่พิการแต่กำเนิด เช่น ตาบอด ฯลฯ ก็จะไม่มีจักขุปสาทรูปเกิด
- ๒. รูปภูมิ มี ๑๖ ภูมิ แบ่งเป็นภูมิที่รูปขันธ์และนามขันธ์ มี ๑๕ ภูมิ ภูมิที่มีแต่รูปอย่างเดียวมี ๑ คือ อสัญญสัตวพรหมภูมิ ในรูปภูมินั้นจะมีรูปเกิดได้ ๒๓ รูป (เว้น ฆานะ ชิวหา กายะ และภาวรูปทั้ง ๒) ในอสัญญสัตพรหมภูมิ ๑ จะมีรูปเกิดได้เพียง ๑๗ รูป (เว้นปสาทรูปทั้ง ๕ สัททรูป ๑ ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ วิญญัติรูป ๒)
- ๓. อรูปภูมิ มี ๔ ภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปมีแต่นามเท่านั้น ด้วยอำนาจของปัญจมฌาน ที่ไม่ปรารถนาจะมีรูป รูปจึงเกิดขึ้นไม่ได้
ตามนัยแห่งภูมิ
แสดงการเกิด-ดับของรูปในภูมิต่าง ๆ ๓๑ ภูมิ
ใน กามภูมิ ๑๑ ภพภูมินี้ รูป ๒๘ เกิดได้หมด ประกอบด้วย
- นรก ๑
- เปรต ๑
- อสุรกาย ๑
- เดรัจฉาน ๑
- มนุษย์ ๑
- เทวภูมิ ๖
ใน รูปภูมิ ๑๕ ภพภูมินี้ รูปเกิดได้ ๒๓ รูป (เว้นฆานปสาท ๑, ชิวหาปสาท ๑, กายปสาท ๑, ภาวรูป ๒)
- ปฐมฌานภูมิ ๓
- ทุติยฌานภูมิ ๓
- ตติยฌานภูมิ ๓
- จตุตถฌานภูมิ ๖
ใน อสัญญสตัตภมูิ ๑ ภพภูมินี้ รูปเกิดได้เพียง ๑๗ รูป เท่านั้น คืออวินิพโภครูป ๘, ชีวิตรูป ๑, ปริจเฉทรูป ๑, วิการรูป ๓, ลักขณรูป ๔
ใน อรูปภูมิ ๔ ภพภูมินี้ ไม่มีรูปเกิดขึ้นได้เลย
ในภูมิต่างๆ รูปเกิดจากสมุฎฐานใดบ้าง
กามภูมิ ๑๑ เกิดจากสมุฏฐาน ๔ คือ
- เกิดจากกรรม ๑๘ รูป
- เกิดจากจิต ๑๕ รูป
- เกิดจากอุตุ ๑๓ รูป
- เกิดจากอาหาร ๑๒ รูป
รูปภูมิ ๑๕ เกิดจากสมุฏฐาน ๓ คือ
- เกิดจากกรรม ๑๓ รูป
- เกิดจากจิต ๑๕ รูป
- เกิดจากอุตุ ๑๓ รูป
อสัญญสัตตภูมิ ๑ เกิดจากสมุฏฐาน ๒ คือ
- เกิดจากกรรม ๑๐ รูป
- เกิดจากอุตุ ๑๒ รูป
ตามนัยแห่งกาล
โดยนัยแห่งกาล เป็นการแสดงการเกิด-ดับของรูป ๒๘ ตามกาลว่ากาลใดมีรูปเกิดได้ และกาลใด รูปเกิดไม่ได้ คำว่า “กาล” มี ๓ กาล คือ
- ปฏิสนธิกาล หมายถึง เวลาที่นาม-รูป เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพใหม่ (ขณะเกิด) รูปที่เกิดได้ มี ๒๐ คือ
ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑ อุปจยรูป ๑ และ สันตติรูป ๑ รูปที่เกิดไม่ได้ มี ๘ คือ สัททรูป ๑ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ ชรตารูป ๑ และ อนิจจตารูป ๑ - ปวัตติกาล หมายถึง เวลาที่นาม-รูป มีชีวิตดำเนินไปในชาตินั้นๆ (ขณะดำรงชีวิต) รูปที่เกิดได้ มี ๒๘ คือ เกิดได้ตามสมควรแก่ภูมิ หรือตามสมควรแก่กำเนิด เกิดได้ครบทั้ง ๔ สมุฎฐานได้แก่ กรรมสมุฏฐาน จิตตสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน และอาหารสมุฏฐาน
- จุติกาล หมายถึง เวลาที่นาม-รูป ตายจากภพชาตินั้นๆ (ขณะตาย) รูปที่เกิดได้ คือ จิตตชรูปของสัตว์ในปัญจโวการภูมิ เกิดในอุปปาทักขณะของจิตและตั้งอยู่จนครบอายุแล้วจึงดับ (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์) อาหารชรูป เกิดได้อีก ๕๐ อนุขณะของจุติจิต อุตุชรูป เกิดได้ตลอดจนกระทั่งตอนเป็นซากศพ รูปที่เกิดไม่ได้ คือ
กรรมชรูปทั้งหมดที่นับถอยหลังไป ๑๗ ขณะ จากจุติจิต และ จิตตชรูปของพระอรหันต์
ตามนัยแห่งกำเนิด
ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในภูมิทั้ง ๓๑ ภูมิ จะมีลักษณะการเกิดได้ ๔ อย่าง คือ
- อัณฑชะกำเนิด (เกิดจากไข่) ได้แก่ ไก่ นก จิ้งจก ตุ๊กแก งู เป็นต้น
- ชลาพุชะกำเนิด (เกิดจากครรภ์) ได้แก่ พวกที่อาศัยเกิดจากครรภ์มารดาและคลอดออกมาเป็นตัวหรือทารกเล็กๆ แล้วค่อยเจริญเติบโตมาตามลำดับได้แก่ มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เทวดาชั้นต่ำบางพวก เป็นต้น
- สังเสทชะกำเนิด (เกิดจากเถ้าไคล) การเกิดชนิดนี้ไม่ต้องอาศัยบิดามารดา คือ จะอาศัยเถ้าไคล หรือยางเหนียวที่ชุ่มชื้นมีอุณหภูมิเหมาะสมเป็นที่อาศัยเกิดของสัตว์ชนิดนี้ เช่น หนอนในปลาเน่า มอดในข้าวสาร เป็นต้น มนุษย์ที่เกิดจากดอกไม้ ต้นไม้ ผลไม้ เช่น นางจิญจมานวิกา เกิดจากต้นมะขาม นางเวฬุวดี เกิดจากต้นไผ่ นางปทุมวดี เกิดจากดอกบัว เป็นต้น
- โอปปาติกกำเนิด (เกิดขึ้นโตทันที) คือ เกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอาศัยครรภ์มารดา หรือที่ชื้นแฉะแต่อย่างใด แต่อาศัยอดีตกรรมอย่างเดียว โดยการผุดเกิดขึ้นมีรูปร่างใหญ่โตทันที ได้แก่ เทวดา เปรต อสุรกาย มนุษย์ต้นกัป เป็นต้น
ในกำเนิดทั้ง ๔ ยังสามารถจัดกลุ่มการเกิดได้อีก ๒ แบบ คือ เอาแบบที่ ๑ และ ๒ รวมกัน เรียกว่า คัพภไสยยกกำเนิด หมายถึงสัตว์ที่ต้องอาศัยครรภ์มารดาเกิด ส่วนสังเสทชะกำเนิดและโอปปาติกกำเนิด ทั้งสองนี้ไม่ต้องอาศัยครรภ์มารดาเกิด
ปฏิสนธิวิญญาณจะเกิดในครรภ์มารดาได้นั้นต้องประกอบด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
- ๑. มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
- ๒. มารดาอยู่ในวัยมีประจำเดือน
- ๓. มีปฏิสนธิวิญญาณมาเกิด
เมื่อวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้ว รูปต่างๆ จะเกิดขึ้นเจริญตามลำดับดังนี้ คือ
- สัปดาห์แรก เป็นกลละ มีลักษณะเป็นหยาดน้ำใสเหมือนน้ำมันงา มีปริมาณเท่ากับหยาดน้ำมันที่ติดอยู่ที่ปลายขนจามรีที่สลัดแล้ว ๗ ครั้ง
- สัปดาห์ที่ ๒ เป็นอัพพุทะ มีลักษณะเป็นฟอง มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ
- สัปดาห์ที่ ๓ เป็นเปสิ มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อ ชิ้นเนื้อมีลักษณะเหลวคล้ายกับดีบุก
- สัปดาห์ที่ ๔ เป็นฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนมีสัณฐานเหมือนไข่ไก่
- สัปดาห์ที่ ๕ เป็นปัญจสาขา มีลักษณะเกิดปุ่มขึ้น ๕ แห่ง เพื่อเป็นศีรษะ ๑ มือและเท้าอย่างละ ๒
- สัปดาห์ที่๖-๔๒ จะเกิดอวัยวะต่าง ๆ และในสัปดาห์ที่ ๑๑ เป็นสัปดาห์ที่จะเกิด จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานะปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาจะมีสายสะดือของทารกติดกับแผ่นท้องของมารดา สายสะดือจะมีลักษณะเป็นรูเหมือนก้านบัว เมื่อมารดาบริโภคอาหารเข้าไปแล้ว สารอาหารจะไปเลี้ยงทารกทางสายสะดือ จนกระทั่งทารกมีอายุ ๑๐ เดือน จึงคลอดออกมา
หมายเหตุ ๑ เดือน นับตามปีจันทรคติ มี ๒๘ วัน ทารกอายุ ๑๐ เดือน เท่ากับ ๒๘๐ วัน แต่ในปัจจุบัน ๑ เดือน นับตามปีสุริยคติมี๓๐ วัน ในปัจจุบันจึงนับว่าทารกจะอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ ๙ เดือนหรือกว่านั้น โดยทางแพทย์จะนับจำนวนวันเท่ากับจำนวนวันทางจันทรคติ คือ ๒๘๐ วันเช่นกัน
สรุป เรื่องรูปปรมัตถ์ที่ได้แสดงมาแล้วโดยนัยทั้ง ๕ นั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณารูปทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับสัตว์ดิรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม เป็นอย่างไร? มีอะไรบ้าง? ความรู้ที่ละเอียดลึกซื้งอย่างนี้มีได้ก็ด้วยพระสัพพัญญุตญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระองค์ทรงแสดงความจริงอย่างนี้แก่สาวก สาวกจึงนำมาสั่งสอนต่อไป เมื่อได้ศึกษาเรื่องจิต เจตสิก และรูป มาแล้วก็ควรนำประโยชน์จากการศึกษาไปพิจารณาเพื่อหยั่งลงสู่การปฏิบัติเพื่อให้ปัญญาเกิดขึ้นได้ โดยการพิจารณาตามความเป็นจริงของนาม (คือ จิตและเจตสิก) และพิจารณาตามความเป็นจริงของรูป คือ รูปทั้ง ๒๘ ว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม เมื่อพิจารณาลักษณะของนามและรูปโดยความเป็นจริงได้บ่อยๆ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น โดยพึงพิจารณาถึงรูปอย่างถูกต้องพิจารณาเห็นจิตที่รู้รูปนั้นว่าเป็นเพียงนาม เป็นเพียงรูป ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน ดังนี้ การรู้จักนามรู้จักรูปตามความเป็นจริงอย่างนี้เป็นการเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้อง บุคคลผู้สามารถเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างนี้จึงจะเห็นแจ้งพระนิพพานบรรลุธรรมในภายต่อไปได้

บทที่ ๔ รูปปรมัตถ์
🔅นัยที่ ๑. รูปสมุทเทสนัย
🔅นัยที่ ๒. รูปวิภาคนัย
🔅นัยที่ ๓. รูปสมุฏฐานนัย
🔅นัยที่ ๔. รูปกลาปนัย
🔅นัยที่ ๕. รูปปวัตติกมนัย
