ท่านพระยสเถระ เดิมเป็นบุตรของเศรษฐีในกรุงพาราณสี มีชีวิตที่สุขสบายอย่างยิ่ง ท่านมีปราสาท ๓ หลังสำหรับ ๓ ฤดู และได้รับการปรนนิบัติด้วยกามสุขอย่างเต็มที่ คืนหนึ่งท่านตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเห็นภาพเหล่านางบำเรอนอนหลับสลบไสลในอาการที่ไม่สำรวม บ้างก็น้ำลายไหล บ้างก็ละเมอเพ้อเจ้อ ทำให้ท่านเกิดความสลดใจและเบื่อหน่ายอย่างยิ่งจนอุทานออกมาว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ“ แล้วท่านก็สวมรองเท้าทองเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

ในขณะนั้นพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่ เมื่อทรงได้ยินเสียงอุทานของยสกุลบุตร จึงตรัสตอบว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยสะ จงนั่งลง เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน“ เมื่อยสกุลบุตรได้ฟังเช่นนั้นก็มีใจเบิกบาน ถอดรองเท้าทองแล้วเข้าไปถวายบังคม พระพุทธองค์ทรงแสดง อนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔ จนยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ หน้า ๓๐ ข้อที่ ๒๕) ต่อมาเมื่อบิดาตามมาพบและได้ฟังธรรมตาม ยสกุลบุตรซึ่งขณะนั้นกำลังพิจารณาธรรมซ้ำก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในทันที ท่านจึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา นับเป็นพระอรหันต์ลำดับที่ ๗ ของโลก (ต่อจากคณะปัญจวัคคีย์) และการออกบวชของท่านยังเป็นเหตุให้สหายของท่านอีก ๕๔ ท่านออกบวชและบรรลุธรรมตาม จนทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกครบ ๖๑ รูปในครั้งนั้น

