พระสารีบุตรเถระ

พระสารีบุตร มีนามเดิมว่า อุปติสสะ เกิดในหมู่บ้านนาลันทา (ไม่ไกลจากเมืองราชคฤห์มากนัก) เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เป็นบุตรของนางสารีพราหมณี จึงได้นามตามแม่ว่า “สารีบุตร” ท่านมีสหายสนิทคือ โกลิตะ (พระมหาโมคคัลลานะ)ทั้งสองคนได้ไปชมมหรสพบนยอดเขาแล้วเกิดความสลดใจในความไม่เที่ยงของชีวิต

ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา (คิริคคสมัชชา)ได้อธิบายถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า ทุกๆ ปีจะมีการจัดงานมหรสพเฉลิมฉลองบนยอดเขาซึ่งทั้งคู่ก็ไปชมเป็นประจำเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ในวันแรก ๆ ทั้งสองท่านก็ยังสนุกสนาน หัวเราะตื่นเต้น และปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่กลุ่มนักแสดงตามปกติแต่ในวันสุดท้ายของการแสดง ขณะที่กำลังนั่งชมอยู่นั้น ท่านทั้งสองเกิดการพิจารณาขึ้นมาถึงความเสื่อมสลายของสังขารธรรม ท่านมองไปที่เหล่านักแสดงที่กำลังร่ายรำและฝูงชนจำนวนมากที่กำลังรื่นเริง แล้วโยนิโสมนัสสิการขึ้นมาว่า “อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี ทั้งคนแสดงและคนดูเหล่านี้ทั้งหมด ก็จะต้องตายไปไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว” ท่านมองเห็นว่ามหรสพที่ดูสวยงามและสนุกสนานนั้น เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่ฉาบฉวย ไม่สามารถช่วยให้พ้นจากความตายหรือความทุกข์ที่แท้จริงได้ จิตเกิดความสลดใจ มีความสังเวชเกิดขึ้น ท่านจึงตกลงกันว่า “แทนที่เราจะมานั่งดูการแสดงที่หาสาระไม่ได้แบบนี้ เราควรจะไปแสวงหาสาระที่เป็นโมกขธรรมจะดีกว่า” เมื่อทั้งสองมีใจตรงกัน จึงตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติและบริวารทั้งหมด แล้วออกบวชเป็นปริพาชกเพื่อค้นหาโมกขธรรม ทางที่จะพ้นจากทุกข์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อตัดสินใจออกบวชแสวงหาโมกขธรรม ทั้งคู่จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักของสัญชัยปริพาชก (หรือสัญชัยเวลัฏฐบุตร) ถือเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากในเมืองราชคฤห์ยุคนั้น โดยมีลักษณะเด่นและหลักการสอนที่เรียกว่า “อมราวิกเขปิกะ” โดยมีลักษณะการสอนที่เหมือนปลาไหล เพราะลื่นไหลไปมา ไม่ยอมลงความเห็นเด็ดขาดว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด

​หลักการของสำนักนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม อัญญานวาท หรือพวกไม่ยอมยืนยันความเห็นใด ๆ เช่น เมื่อถูกถามเรื่องโลก หน้าตาของวิญญาณ หรือชีวิตหลังความตาย สัญชัยจะไม่อธิบายให้ชัดเจน แต่จะตอบในทำนองว่า “ถ้าคิดว่ามันมี ก็จะบอกว่ามี แต่ก็จะไม่บอกว่ามันมี และก็จะไม่บอกว่ามันไม่มี

การตอบตามลักษณะของสำนักนี้เชื่อว่า การโต้เถียงหรือความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งด้านเดียว จะนำมาซึ่งความยุ่งยาก การถกเถียงกัน หรือมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ดังนั้นการไม่ยืนยันอะไรเลย จึงเป็นวิธีรักษาความสงบของจิตในแบบของสำนักนี้

ใช้เวลาเพียง ๓ วันก็ศึกษาจบความรู้ของสำนัก แต่ทั้งสองก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง จึงทำสัญญากันว่าหากใครพบอมตธรรมก่อนขอให้มาบอกกัน

​วันหนึ่งท่านสารีบุตรได้พบกับ พระอัสสชิ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) และเลื่อมใสในอินทรีย์ที่สงบ จึงเข้าไปถามถึงธรรมะที่ท่านปฏิบัติ พระอัสสชิได้แสดงธรรมโดยย่อ อาทิว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น” ด้วยปัญญาของท่าน เมื่อได้ฟังสัจจะอันเป็นอมตธรรมถึงสภาวะแห่งนิพพาน อันเป็นคำสอนจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สารีบุตรปริพาชกท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทันที เมื่อจิตได้สัมผัสธรรมอันเป็นอมตธรรมแล้ว (สภาวะนิพพานที่พระโสดาบันเห็น) จึงนำความไปบอกแก่โกลิตะ (พระโมคคัลลานะ) และพากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร เพื่อทูลขออุปสมบทเป็นสาวก

​หลังจากบวชได้ ๑๕ วัน ในขณะที่ท่านกำลังถวายงานพัดพระพุทธเจ้าอยู่ ณ ถ้ำสุกรขาตา และได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง “ทีฆนขสูตรพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า:๒๘๗ ข้อ:๒๖๙ (ธรรมะที่แสดงแก่ทีฆายุปริพาชกผู้เป็นหลานพระสารีบุตร) ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการละวางทิฐิ ท่านพระสารีบุตรก็ได้ส่งจิตไปตามกระแสแห่งพระธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในเวลานั้น

ด้วยความที่พระสารีบุตรเถระเป็นผู้มีความกตัญญูและมีปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ พระพุทธเจ้าจึงทรงแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่ง เอตทัคคะด้านผู้มีปัญญามาก และเป็น พระธรรมเสนาบดี หรือพระอัครสาวกเบื้องขวา ช่วยแบ่งเบาภาระของพระพุทธองค์ในการสั่งสอนและวางรากฐานธรรมวินัย เช่น การรวบรวมข้อธรรมจนเป็นต้นกำเนิดของพระอภิธรรม

​พระสารีบุตรเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง ท่านมักจะนอนหันศีรษะไปทางที่พระอัสสชิพำนักอยู่เสมอเพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์คนแรก ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อโปรดมารดาที่ยังเป็นมิจฉาทิฐิให้หันมาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยได้สำเร็จ และท่านได้นิพพาน ณ ห้องที่ท่านเกิดในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานประมาณ ๖ เดือน

เป็นธรรมเนียมของพระมหาอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ที่จะต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลลาและขออนุญาตปรินิพพาน

Scroll to Top